NetKubeLab EN

Ethernet — เครือข่ายที่ออกแบบมาให้ชนกัน แล้วชนะทุกอย่าง

ต้นกำเนิดของ Ethernet จากวิทยุที่ฮาวาย บันทึกวันที่ 22 พฤษภาคม 1973 ที่ตั้งชื่อมัน และเหตุผลทางวิศวกรรมเบื้องหลังตัวเลข 64, 1500 และ 1536 ที่ยังใช้อยู่ทุกวันนี้

ปี 1973 มีเครือข่ายท้องถิ่นให้เลือกหลายแบบ และเกือบทุกแบบออกแบบมาอย่างมีระเบียบ — มีตัวกลางคอยจัดคิว มีการจองเวลาก่อนส่ง มีการรับประกันว่าข้อมูลจะไม่ชนกัน

Ethernet ทำตรงข้ามทุกข้อ มันปล่อยให้ทุกเครื่องพูดเมื่อไหร่ก็ได้ ยอมรับว่า จะชนกันแน่นอน แล้ววางแผนว่าจะทำอย่างไรหลังชน

สี่สิบกว่าปีต่อมา แบบที่มีระเบียบทั้งหมดตายไปหมดแล้ว ส่วนแบบที่ยอมให้ชนกัน อยู่ในทุกอาคารบนโลก

หน้านี้เล่าว่าทำไม และอธิบายว่าตัวเลข 64, 1500 และ 1536 ที่คนทำงานเครือข่าย เจอทุกวันมาจากไหน

หน้านี้อยู่ชั้นล่างสุดของชุดบทความ ใต้ MAC address ลงไปอีกชั้น เพราะ Ethernet คือสิ่งที่นิยาม MAC ขึ้นมาตั้งแต่แรก

ถ้ายังไม่เคยสังเกต เริ่มตรงนี้

$ ifconfig en0 | grep mtu
  ... mtu 1500

เลข 1500 นี้อยู่บนเครื่องคุณตอนนี้ และมันถูกกำหนดในเอกสารที่เขียนขึ้นก่อน เว็บจะถูกประดิษฐ์ ก่อน Wi-Fi จะมีอยู่ และก่อนที่คนส่วนใหญ่ที่อ่านหน้านี้จะเกิด

ทุกครั้งที่คุณเจอปัญหา MTU ตามที่เขียนไว้ในบทความ ping คุณกำลังเจอผลของการตัดสินใจครั้งหนึ่งเมื่อปี 1980

1971 ที่ฮาวาย — เครือข่ายที่ยอมให้ชนกัน

ALOHAnet ใช้วิทยุส่งจากหลายเกาะเข้าสถานีกลาง ทุกสถานีส่งเมื่อไหร่ก็ได้จึงชนกันเป็นปกติ แล้ว Ethernet เอาความคิดเดียวกันมาใส่ในสายทองแดง

มหาวิทยาลัยฮาวายมีปัญหาที่แปลกกว่าที่อื่น — วิทยาเขตกระจายอยู่คนละเกาะ การลากสายเชื่อมกันไม่คุ้ม จึงใช้วิทยุแทน

แต่วิทยุมีข้อจำกัดที่สายไม่มี ไม่มีใครสั่งให้ใครเงียบได้ สถานีบนเกาะหนึ่ง ไม่รู้ว่าอีกเกาะกำลังส่งอยู่หรือเปล่า

ALOHAnet จึงเลือกทางที่ดูมักง่ายที่สุด — ส่งไปเลย ถ้าไม่ได้รับการตอบรับ แปลว่าชนกัน ก็รอสุ่มเวลาสักครู่แล้วส่งใหม่

มันทำงานได้จริงที่ความเร็ว 4800 ถึง 9600 บิตต่อวินาที และที่สำคัญกว่านั้นคือ มันพิสูจน์ว่าเครือข่ายที่ไม่มีใครคุมคิวใช้งานได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ยังไม่มี ใครกล้าเชื่อในตอนนั้น

Bob Metcalfe ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการวิเคราะห์ปริมาณงานที่ระบบแบบนี้ รองรับได้ เขาจึงเข้าใจทั้งข้อดีและขีดจำกัดของมันดีกว่าใคร

22 พฤษภาคม 1973 — บันทึกที่ตั้งชื่อมัน

Metcalfe ย้ายมาอยู่ที่ Xerox PARC ซึ่งกำลังสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลชื่อ Alto และมีปัญหาที่ต้องแก้ — จะให้ Alto หลายเครื่องในตึกเดียวกันคุยกัน และใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์ร่วมกันได้อย่างไร

วันที่ 22 พฤษภาคม 1973 เขาพิมพ์บันทึกฉบับหนึ่งด้วยเครื่องพิมพ์ดีด IBM Selectric อธิบายเครือข่ายแบบกระจายเสียงที่จะเชื่อม Alto เข้าด้วยกัน

และในบันทึกนั้นเขาเสนอชื่อ โดยยืมมาจากสิ่งที่นักฟิสิกส์ศตวรรษที่สิบเก้าคิดว่า เป็นตัวกลางที่แสงเดินทางผ่าน — สิ่งที่ชื่อว่า luminiferous ether และถูกพิสูจน์ในภายหลังว่าไม่มีอยู่จริง

...เรียกมันว่า "the ether" กันเถอะ

ชื่อนี้เหมาะกว่าที่เขาตั้งใจด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่ Ethernet ทำคือจำลองอากาศ ที่วิทยุใช้ ให้อยู่ในสายทองแดง ทุกเครื่องบนสายเส้นเดียวได้ยินทุกอย่าง เหมือนสถานีวิทยุบนเกาะได้ยินกันหมด

Metcalfe ชวน David Boggs มาร่วมสร้างต้นแบบ และมันทำงานได้จริงครั้งแรก เมื่อ 11 พฤศจิกายน 1973

ความเร็วที่มาจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

Ethernet ตัวแรกวิ่งที่ 2.94 Mbit/s ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดูไม่เป็นเลขกลม จนน่าสงสัย

เหตุผลตรงไปตรงมามาก — สัญญาณนาฬิกาของ Alto คือ 5.88 MHz และพวกเขาหารสอง เอามาใช้เลย ไม่ต้องเพิ่มวงจรอะไร

  5.88 MHz  ÷  2  =  2.94 Mbit/s

นี่คือลายเซ็นของงานวิศวกรรมที่ดี — ไม่ได้เลือกตัวเลขที่สวยแล้วไปสร้าง ฮาร์ดแวร์ให้ได้ตามนั้น แต่ใช้สิ่งที่มีอยู่ในมือให้คุ้มที่สุด และมันยังเร็ว กว่า ALOHAnet ถึงสามร้อยเท่า

แนวคิดการออกแบบ — ยอมรับความชุลมุนแทนที่จะห้าม

ทุกเครื่องทำตามกฎเดียวกันคือฟังก่อนส่ง ฟังต่อระหว่างส่ง ชนแล้วส่งสัญญาณรบกวนให้ทุกคนรู้ แล้วรอแบบสุ่มโดยเพิ่มช่วงรอเป็นเท่าตัวทุกครั้งที่ชนซ้ำ

กฎทั้งหมดของ Ethernet ยุคแรกมีห้าข้อ และไม่มีข้อไหนต้องการอุปกรณ์กลาง

  1. ฟังก่อน มีใครส่งอยู่ก็รอ
  2. ส่ง ว่างแล้วส่งเลย ไม่ต้องขออนุญาตใคร
  3. ฟังต่อระหว่างส่ง สัญญาณเพี้ยนแปลว่าชน
  4. ส่งสัญญาณรบกวนซ้ำ ให้ทุกเครื่องรู้ตรงกันว่าเฟรมนี้เสียแล้ว
  5. รอแบบสุ่ม แล้วลองใหม่

ข้อที่ห้าคือหัวใจ และรายละเอียดของมันฉลาดกว่าที่ดู — ช่วงเวลาที่สุ่ม เพิ่มเป็นเท่าตัวทุกครั้งที่ชนซ้ำ

  ชนครั้งที่ 1   สุ่มจาก 2 ช่วง
  ชนครั้งที่ 2   สุ่มจาก 4 ช่วง
  ชนครั้งที่ 3   สุ่มจาก 8 ช่วง
  ...            ไปจนถึง 1024 ช่วง
  ชนครั้งที่ 16  ยอมแพ้ ทิ้งเฟรมนั้น

ผลคือยิ่งเครือข่ายแออัด ทุกเครื่องยิ่งถอยห่างกันเองโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครสั่ง ไม่มีใครวัด ไม่มีใครต่อรอง แต่ระบบหาจุดสมดุลได้เอง

นี่คือแนวคิดเดียวกับที่ทำให้ Internet Protocol ชนะ — ไม่รับประกันอะไร แลกกับการที่ไม่มีอุปกรณ์ตัวไหนต้องจำสถานะของใคร เครื่องที่พังก็แค่หายไป ที่เหลือทำงานต่อโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ทำไมเฟรมต่ำสุดต้อง 64 ไบต์

การจะรู้ว่าชนกันได้ ผู้ส่งต้องยังส่งไม่จบตอนที่สัญญาณชนวิ่งกลับมาถึง จึงต้องกำหนดขนาดเฟรมต่ำสุดจากเวลาไป-กลับของสายที่ยาวที่สุดที่ยอมให้

ข้อ 3 ข้างบนซ่อนข้อจำกัดทางฟิสิกส์ไว้ — จะรู้ว่าชนกันได้ ต้องยังส่งไม่จบ

สมมติ A เริ่มส่ง สัญญาณใช้เวลาเดินทางไปถึง B และถ้า B เผลอส่งพอดีตอนที่ สัญญาณของ A ยังไปไม่ถึง สัญญาณจะชนกันแล้ววิ่งกลับมาหา A

ถ้า A ส่งเสร็จไปแล้วก่อนสัญญาณชนจะกลับมาถึง A จะไม่มีวันรู้ว่าเฟรมนั้นเสีย และไม่มีใครส่งซ้ำให้

จึงต้องบังคับว่าเฟรมต้องยาวพอที่จะยังส่งอยู่ตลอดเวลาไป-กลับที่ยาวที่สุด ที่เป็นไปได้

  ระยะสูงสุดที่ยอมให้     2500 เมตร (ห้าช่วง ช่วงละ 500)
  ไป-กลับ                 5000 เมตร บวกเวลาที่อุปกรณ์ทวนสัญญาณใช้
  ตั้งงบไว้               51.2 ไมโครวินาที
  ที่ 10 Mbit/s           51.2 µs = 512 บิต
  512 บิต                 = 64 ไบต์

64 ไบต์จึงไม่ใช่ตัวเลขที่ใครเลือกเพราะสวย แต่คือความเร็วแสงในสายทองแดง คูณกับความยาวสายที่ยอมให้ แปลงเป็นจำนวนบิต

ผลข้างเคียงคือเฟรมที่มีข้อมูลน้อยกว่านั้นต้องถูกเติมศูนย์ให้ครบ ส่งข้อมูล หนึ่งไบต์ก็ยังต้องใช้พื้นที่บนสาย 64 ไบต์อยู่ดี

ในเฟรมมีอะไรอยู่บ้าง

โครงเฟรมประกอบด้วย preamble เจ็ดไบต์ SFD หนึ่งไบต์ ที่อยู่ปลายทางและต้นทางอย่างละหกไบต์ ฟิลด์ type สองไบต์ payload และ FCS สี่ไบต์

  preamble      7 ไบต์    10101010 ซ้ำเจ็ดครั้ง
  SFD           1 ไบต์    10101011
  ปลายทาง       6 ไบต์    MAC ของผู้รับ
  ต้นทาง        6 ไบต์    MAC ของผู้ส่ง
  type/length   2 ไบต์    ดูหัวข้อถัดไป
  payload      46–1500    ข้อมูลจริง
  FCS           4 ไบต์    รหัสตรวจสอบความถูกต้อง

preamble ไม่ได้ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของเฟรม มันคือคลื่นสลับ 1 กับ 0 ที่ส่งนำหน้าไปเพื่อให้ผู้รับปรับจังหวะนาฬิกาให้ตรงกับผู้ส่งได้ก่อน เพราะสายทองแดงไม่มีสัญญาณนาฬิกาแยกมาให้

บิตสุดท้ายของ SFD เปลี่ยนจาก 0 เป็น 1 ซึ่งเป็นสัญญาณว่า "ข้อมูลจริง เริ่มไบต์ถัดไป"

FCS ตรวจทั้งเฟรม ผิดแม้บิตเดียวก็ทิ้งทั้งเฟรม — และไม่มีการส่งซ้ำ ไม่มีการแจ้งใคร เฟรมนั้นหายไปเงียบ ๆ เหมือนที่ IP ทำกับแพ็กเก็ต

1536 — เลขที่แยกสองมาตรฐานออกจากกัน

ฟิลด์สองไบต์เดียวกันมีสองความหมาย ค่า 1500 หรือน้อยกว่าคือความยาวตามมาตรฐาน 802.3 ส่วนค่า 1536 หรือมากกว่าคือ EtherType ของ Ethernet II

ปี 1980 กลุ่ม DIX ซึ่งประกอบด้วย DEC, Intel และ Xerox เผยแพร่มาตรฐาน ที่เรียกกันว่า Ethernet Blue Book เมื่อ 30 กันยายน 1980 ที่ความเร็ว 10 Mbit/s

ต่อมา IEEE ทำมาตรฐานของตัวเองชื่อ 802.3 ออกเป็นร่างในปี 1983 และเป็นมาตรฐานจริงในปี 1985

ปัญหาคือสองฉบับใช้ฟิลด์สองไบต์ตำแหน่งเดียวกันคนละความหมาย — DIX ใช้บอกว่า ข้างในเป็นโพรโทคอลอะไร ส่วน IEEE ใช้บอกความยาวของข้อมูล

ทางออกคือใช้ตัวเลขเป็นตัวแยก

  ค่า ≤ 1500            = ความยาว          รูปแบบ IEEE 802.3
  ค่า 1501 – 1535       ไม่มีการนิยาม      ห้ามใช้
  ค่า ≥ 1536 (0x0600)   = EtherType        รูปแบบ Ethernet II

และนี่คือเหตุผลที่ payload ใหญ่ได้ไม่เกิน 1500 — ถ้าใหญ่กว่านั้น ตัวเลขความยาวจะไปทับกับช่วงที่สงวนไว้ให้ EtherType แล้วผู้รับจะแยกไม่ออกว่า กำลังอ่านเฟรมแบบไหน

เลข 1500 กับเลข 1536 จึงผูกกันโดยตรง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

EtherType ที่เจอบ่อย

  0x0800   IPv4
  0x0806   ARP
  0x86dd   IPv6
  0x8100   มี VLAN tag ต่อท้าย

ทุกครั้งที่แพ็กเก็ต IP วิ่งผ่านสาย มันเดินทางในเฟรมที่มีเลข 0x0800 อยู่ตรงนี้ — นั่นคือจุดเชื่อมระหว่างบทความนี้กับ Internet Protocol

งบประมาณไบต์ — และราคาของเฟรมเล็ก

แถบเปรียบเทียบว่าเฟรมใหญ่สุดใช้ 1538 ไบต์บนสายเพื่อส่งข้อมูล 1500 ส่วนเฟรมเล็กสุดใช้ 84 ไบต์เพื่อส่งข้อมูลเพียง 46

ทุกเฟรมมีส่วนเกินคงที่ 38 ไบต์ ไม่ว่าจะส่งข้อมูลมากหรือน้อย

  preamble + SFD      8
  หัวเฟรม            14   (ปลายทาง 6 + ต้นทาง 6 + type 2)
  FCS                 4
  ช่องว่างก่อนเฟรมถัดไป 12
                     ---
                       38 ไบต์ ที่ไม่ใช่ข้อมูล
  เฟรมใหญ่สุด   ข้อมูล 1500 จาก 1538 บนสาย  =  97.5%
  เฟรมเล็กสุด   ข้อมูล   46 จาก   84 บนสาย  =  54.8%

ตัวเลขคู่นี้อธิบายเรื่องที่ทำให้คนงงบ่อยมาก — ลิงก์ 1 Gbit/s ที่วัดได้ จริงแค่ครึ่งเดียว มักไม่ได้เสียหาย แต่กำลังขนทราฟฟิกที่เป็นเฟรมเล็กจำนวนมาก ซึ่งเกือบครึ่งของสายถูกใช้ไปกับส่วนเกิน

และเป็นเหตุผลที่ศูนย์ข้อมูลบางแห่งเปิด jumbo frame ให้ payload ใหญ่กว่า 1500 เพื่อลดสัดส่วนส่วนเกินลงไปอีก

จากสายร่วม สู่สวิตช์ — และการตายของ CSMA/CD

สมัยแรกทุกเครื่องเสียบเข้าสายร่วมเส้นเดียวจึงอยู่ในเขตชนกันเดียวกัน วันนี้สวิตช์ให้ทุกเครื่องมีสายของตัวเองและส่งรับพร้อมกันได้

10BASE5 คือรุ่นที่ใช้จริงในยุคแรก สายโคแอกเชียลหนา 9.5 มิลลิเมตร ยาวช่วงละ 500 เมตร และการต่อเครื่องเข้าไปทำโดยเจาะทะลุฉนวนเข้าไปแตะแกนกลาง ด้วยหัวต่อที่คนเรียกกันว่า เขี้ยวแวมไพร์

ทุกเครื่องอยู่บนสายเส้นเดียวกัน จึงอยู่ในเขตชนกันเดียวกันทั้งหมด สายขาดที่จุดเดียวคือทั้งวงล่ม

จากนั้นมาเป็นสายคู่บิดเกลียวกับฮับ ซึ่งดูเหมือนดีขึ้นแต่ยังเป็นเขตชนกัน เดียวกันอยู่ ฮับแค่ทำซ้ำสัญญาณออกทุกพอร์ตเท่านั้น

แล้วสวิตช์ก็มาเปลี่ยนทุกอย่าง ทุกเครื่องมีสายของตัวเอง ส่งและรับพร้อมกันได้ ไม่ต้องแย่งกับใคร

ผลคือ CSMA/CD ไม่มีอะไรให้ทำอีกต่อไป มันยังอยู่ในมาตรฐาน ยังอยู่ในโค้ด ของไดรเวอร์ แต่บนเครือข่ายที่ใช้สวิตช์ทั้งหมดและวิ่งแบบสองทางพร้อมกัน มันไม่เคยทำงานอีกเลย

แต่มรดกของมันยังอยู่ครบ — เฟรมยังต่ำสุด 64 ไบต์ทั้งที่ไม่มีการชนให้ตรวจ แล้ว payload ยังไม่เกิน 1500 และช่องว่างระหว่างเฟรม 12 ไบต์ยังต้องมี ตัวเลขทั้งหมดนี้แก้ปัญหาที่หายไปตั้งแต่ยุคเก้าศูนย์

ตัวอย่างจริงจากงานจริง

กรณีที่ 1 — ลิงก์เต็มทั้งที่ตัวเลขยังไม่ถึง

ระบบเฝ้าระวังบอกว่าลิงก์ 1 Gbit/s ใช้ไปแค่ 400 Mbit/s แต่ผู้ใช้บอกว่าช้า

อ่านอย่างไร ดูจำนวนเฟรมต่อวินาทีควบคู่กับปริมาณข้อมูล ถ้าคิดเฉลี่ยแล้ว ได้ขนาดเฟรมประมาณ 64 ถึง 100 ไบต์ แปลว่าเกือบครึ่งของความจุสายถูกใช้ไปกับ ส่วนเกิน ตัวเลข 400 Mbit/s ที่วัดได้จึงอาจกินความจุจริงไปเกือบหมดแล้ว

สิ่งที่ยังไม่ได้พิสูจน์ ยังไม่รู้ว่าทำไมเฟรมถึงเล็ก อาจเป็นทราฟฟิกที่มี ลักษณะแบบนั้นจริง หรืออาจมีอะไรบางอย่างแตกข้อมูลเป็นชิ้นเล็กโดยไม่จำเป็น

กรณีที่ 2 — ตัวนับข้อผิดพลาดที่บอกอะไรได้

switch# show interface Gi1/0/14 | include error|collision
     0 input errors, 0 CRC, 0 frame, 0 overrun
     127 output errors, 0 collisions, 0 interface resets

อ่านอย่างไร ถ้าเห็นตัวเลข collisions ไม่เป็นศูนย์บนลิงก์ที่ควรวิ่งแบบ สองทางพร้อมกัน นั่นแปลว่ามีฝั่งใดฝั่งหนึ่งตั้งเป็นทางเดียว — ปัญหา duplex mismatch คลาสสิก ซึ่งทำให้ช้าลงมากแต่ไม่ถึงกับใช้ไม่ได้

ส่วน CRC ไม่เป็นศูนย์ชี้ไปที่ชั้นกายภาพ — สาย หัวต่อ หรือโมดูล ตรงกับกรณี ที่ใช้ ping -p ตรวจในบทความ ping

สิ่งที่ยังไม่ได้พิสูจน์ ตัวนับเป็นค่าสะสมตั้งแต่เปิดเครื่อง ต้องล้างแล้ว วัดใหม่จึงจะรู้ว่าปัญหายังเกิดอยู่หรือเป็นของเก่า

กรณีที่ 3 — เฟรมที่ใหญ่เกินและถูกทิ้งเงียบ ๆ

เปิด jumbo frame ที่เซิร์ฟเวอร์สองตัวแล้วบางอย่างพัง

อ่านอย่างไร jumbo frame ทำงานได้ก็ต่อเมื่อทุกอุปกรณ์บนเส้นทางนั้น ตั้งค่าตรงกันหมด สวิตช์ตัวไหนที่ยังตั้ง 1500 อยู่จะทิ้งเฟรมที่ใหญ่กว่านั้น โดยไม่แจ้งใคร เพราะ Ethernet ไม่มีกลไกแจ้งกลับ

อาการที่ได้จึงเหมือน PMTU black hole ในบทความ ping คือการเชื่อมต่อเริ่มได้ปกติแล้วค้างเมื่อส่งข้อมูลก้อนใหญ่

สิ่งที่ยังไม่ได้พิสูจน์ ยังไม่รู้ว่าอุปกรณ์ตัวไหนเป็นคอขวด ต้องไล่ดู MTU ของทุกอินเทอร์เฟซบนเส้นทาง

สิ่งที่ Ethernet สอน

Ethernet ชนะเครือข่ายที่ออกแบบมาอย่างมีระเบียบทุกแบบ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ Internet Protocol ชนะ — มันไม่รับประกันอะไร จึงไม่มี อุปกรณ์ตัวไหนต้องจำอะไร

เครือข่ายที่มีตัวกลางจัดคิวทำงานได้ดีกว่าเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่พังทั้งระบบเมื่อตัวกลางพัง และขยายยากเพราะต้องอัปเกรดตัวกลางตาม

ส่วนเครือข่ายที่ยอมรับความชุลมุน แค่เพิ่มเครื่องเข้าไปก็ใช้งานได้เลย

และตัวเลข 64, 1500, 1536 ที่ยังอยู่ในเครื่องคุณวันนี้ คือร่องรอยของ สายโคแอกเชียลเส้นหนึ่งยาว 2500 เมตร ที่ไม่มีใครใช้แล้วมาสามสิบปี

อ้างอิง

ประวัติ

  • บันทึกของ Robert Metcalfe ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 1973 ที่ Xerox PARC ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Ethernet และของประโยคที่เสนอให้เรียกมันว่า the ether
  • Ethernet — Wikipedia วันที่ทดสอบครั้งแรก 11 พฤศจิกายน 1973 ที่ 2.94 Mbit/s · Blue Book ของ DIX วันที่ 30 กันยายน 1980 · IEEE 802.3 ร่างปี 1983 มาตรฐานปี 1985 · รายละเอียดของ 10BASE5
  • ALOHAnet — Wikipedia ระบบที่ Ethernet ยกความคิดมา

รายละเอียดทางเทคนิค

  • Ethernet frame — Wikipedia โครงเฟรม · เส้นแบ่ง 1536 ระหว่าง EtherType กับ Length · ขนาดต่ำสุด 64 ไบต์ ที่มาจาก slot time 512 บิต · ช่องว่างระหว่างเฟรม 96 บิต
  • มาตรฐาน IEEE 802.3 ฉบับปัจจุบัน ซึ่งยังคงข้อกำหนดเรื่อง CSMA/CD ไว้ ทั้งที่แทบไม่มีเครือข่ายไหนใช้มันแล้ว

คู่มือ

  • ifconfig หรือ ip link บนเครื่องที่คุณนั่งอยู่ เพื่อดูเลข 1500 ที่ยัง อยู่ตรงนั้นตั้งแต่ปี 1980
  • show interface บนสวิตช์ สำหรับตัวนับ CRC และ collision ที่ยังมีความหมาย

อ่านหน้านี้เป็นภาษาอังกฤษ

← กลับไปหน้าความรู้พื้นฐาน